ความไม่รู้กฎหมาย  จะอ้างเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้    Ignorantia  juris  non  excusat    ปรึกษากฎหมายสายด่วน  สำนักงานกฎหมายภคพลทนายความ โทร.081-4953952  
   คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไปถึงท้องกาง ควรช่วยเหลือคนอื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ ควรรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤกธิ์

WEB STAT

 สถิติวันนี้ 15 คน
 สถิติเมื่อวาน 69 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
2158 คน
26076 คน
28967 คน
เริ่มเมื่อ 2007-11-02

LINK

   

    

CLOCK

NEWS

 
                       
                     


ออกกฎหมายเกินแม่บท
หมายความว่าอย่างไรClick เลยครับ

พระบิดาแห่งกฎหมายไทย
Clickเลยครับ

บริจาคโลหิตช่วยชีวิต
Clickเลยครับ

เมาสุรา-ตรวจเลือด
Clickเลยครับ

รวมแบบฟอร์มสัญญา
Clickเลยครับ

รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม
Clickเลยครับ

 
                  
 

ธรรมะสวัสดี ในทางพระพุทธศาสนา ท่านสอนถึงหลักปฏิบัติ ที่จะนำไปสู่ความสุข-สวัสดี ในชีวิตของคนไว้ เรียกว่า "โสตถิธรรม" มี 5 ประการ

   1.การยึดหลักความรู้   2.การอยู่ด้วยความขยัญ   3.การหมั่นระวังความผิด  4.การมีดวงจิตที่เสียสละ  5.การมีธรรมะประจำใจ

หากปฏิบัติได้ตามหลักคุณธรรม 5 ประการนี้ทุกชีวิตย่อมประสบแต่ความผาสุก-สวัสดี ตลอดกาล...........

อย่าเสียใจกับเรื่องที่ผ่านมา อย่าปล่อยเวลาให้แก่ชราแล้วตายไป
อย่ามัวตำหนิตนเองหรือผู้อื่นอยู่ คิดอยู่เสมอว่าจะพัฒนาตนเอง
และทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นอย่างไร แล้วเร่งกระทำทันทีอย่ามัวรีรอ

เกิด แก่เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด
และเมื่อตายแล้วสิ่งที่จะติดตัว ไปได้คือ บุญและบาปที่ตนเองสร้างไว้ตอนมีชีวิตเท่านั้น
ความจริงของมนุษย์
มีลาภ เสื่อมลาภ
มียศ เสื่อมยศ
มีสรรเสริญมีนินทา
มีสุข มีทุกข์
อย่าไปหลงยึดมั่นกับมัน
วัตถุใดๆก็ตามเมื่อเริ่มเกิดขึ้นก็เริ่มย่างเข้าจุดสลาย
สร้างความดีจะมีสุขภายหน้า......

คนถึงธรรม

  • หยาดน้ำไม่ติดใบบัว  วารีไม่ติดปทุม ฉันใด  มุนีย่อมไม่ติดในรูปที่เห็น  ในเสียงที่ได้ยิน และในอารมณ์ที่ได้รับรู้ฉันนั้น
  • ผู้ถึงธรรมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว  ไม่พร่ำเพ้อถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงดำรงอยู่ด้วยสิ่งที่เป็นปัจจุบัน  ฉะนั้นผิวพรรณจึงผ่องใส  ส่วนชนทั้งหลายผู้ยังอ่อนปัญญา  เฝ้าแต่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงและหวนสะท้อนถึงความหลังอันล่วงแล้ว  จึงซูบซีดหม่นหมอง  เสมือนต้นอ้อสด  ที่เขาถอนทิ้งขึ้นไว้ที่ในกลางแดด
  • ผู้ใดไม่มีกิเลสเป็นเหตุคอยกังวลว่านี้ของเรา  นี้ของคนอื่น  ผู้นั้นไม่ต้องเผชิญกับเจ้าตัว  ของข้า  จึงไม่เศร้าโศกว่า  ของเราไม่มี  เขาไม่กระวนกระวาย  ไม่ติดข้อง ไม่หวั่นไหว  เป็นผู้สม่ำเสมอในที่ทั้งปวง  เมื่อเขาไม่หวั่นไหว  มีความรู้แจ้งชัด  จึงปราศจากความรู้สึกปรุงแต่งใดๆเขาเลิกรำพึงรำพันหมดแล้ว  จึงมองเห็นแต่ความปลอดโปร่งในทุกสถานที่
  • ผู้ถึงธรรมดับกิเลสเสียได้  อยู่สบายทุกเวลา  ผู้ใดไม่ติดอยู่ในกาม  ทั้งหลาย  เขาจะเย็นสบาย  ไม่มีที่ให้กิเลสตั้งตัวได้
  • ตัดความขัดข้องเสียให้หมด กำจัดความกระวนกระวายในหทัยเสีย ให้ได้ พักจิตใจได้แล้ว จึงถึงความสงบใจอยู่สบาย
  • ความงุ่นง่านหงุดหงิด ย่อมไม่มีในใจของพระอริยะผู้ผ่านพ้นไปแล้วจากการ (คิดกังวล)ที่จะได้เป็น จะไม่ได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านปราศจากภัยมีแต่สุข ไม่มีโศก แม้แต่เทวดาก็มองใจท่านไม่ถึง
  • ผู้ถึงธรรมไม่มีกิจ เพราะผู้ถึงธรรมทำกิจเสร็จแล้ว คนว่ายน้ำยังหาที่หยั่งไม่ได้ ตราบใด ก็ต้องเอาตัวกระเสือกกระสนไปจนเต็มที่ ตราบใดนั้นแต่พอหาที่หยั่งพบ ขึ้นบนบกได้แล้ว ก็ไม่ต้องพยายาม เพราะเขาข้ามถึงฝั่งเสร็จแล้ว
  • ยังเป็นอยู่ก็ไม่เดือดร้อน เวลาจะตายก็ไม่เศร้าโศก ถ้าเป็นปราชญ์มองเห็นที่หมายแล้วไซร้ ถึงอยู่ท่ามกลางโลกที่โศกก็หาโศกไม่  จะไปไหน ก็ไม่หวาด จะนอนไหน ก็ไม่หวั่น ทั้งคืนวันไม่มีเดือดร้อนใจอะไรที่จะสูญเสียก็ไม่เห็นที่ไหนในโลก ดังนั้น จนหลับไป ก็มีแต่ใจหวังดีที่คิดปรานีช่าวยปวงสัตว์

คนมีคุณแก่แผ่นดิน

-สมาชิกที่ดีผู้ช่วยสร้างสรรค์สังคม มีธรรม คือ หลักความประพฤติ ดังนี้

ก.มีพรหมวิหาร  คือ ธรรมประจำใจของผู้ประเสริฐหรือผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่กว้างขวางดุจพระพรหม 4 อย่างดังนี้

  1. เมตตา ความรัก คือความปราถนาดี  มีไมตรี ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนประสบประโยชน์และความสุข
  2. กรุณา  ความสงสาร  คืออยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งปวง
  3. มุทิตา  ความเบิกบานพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข ก็มีใจแช่มชื่นเบิกบาน เมื่อเห็นเขาทำดีงามประสบความสำเร็จก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ก็พลอยยินดีบันเทิงใจด้วย พร้อมที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุน
  4. อุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง คือมองตามเป็นจริง  โดยวางจิตเรียบสม่ำเสมอ มั่นคง เที่ยงตรงดุจตาชั่ง มองเห็นการที่บุคคลจะได้รับผลดี หรือชั่วสมควรแก่เหตุที่ตนประกอบ พร้อมที่จะวิฉัยฉัย วางตน และปฏิบัติไปตามหลักการ เหตุผล และความเที่ยงธรรม

-เมื่อมีคุณธรรมภายในเป็นพื้นฐานจิตใจเช่นนี้แล้วพึงแสดงออกภายนอกตามหลักความประพฤติ ต่อไปนี้

ข.บำเพ็ญการสงเคราะห์ คือ ปฏิบัติตามหลักการสงเคราะห์ หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจคน และประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี ที่เรียกว่า สังคหวัตถุ 4 อย่าง ดังต่อไปนี้

  1. ทาน ให้ปัน คือ เอื้อเฟือเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคาระห์  ด้วยปัจจัยสี่ ทุน หรือทรัพย์สินสิ่งของ ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจ และศิลปวิทยา
  2. ปิยวาจา พูดอย่างรักกัน คือ กล่าวคำสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ชี้แจง แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุผล เป็นหลักฐาน ชักจูงในทางที่ดีงามหรือนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุผล เป็นหลักฐาน ชักจูงในทางทางที่ดีงามหรือคำแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจ รู้จักพูดให้เกิดความเข้าใจดีสมานสามัคคี เกิดไมตรี ทำให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
  3. อัตถจริยา ทำประโยชน์แก่เขา คือ ช่วยเหลือด้วยแรงกาย และขวนขวายช่วยเหลือกิจการต่างๆบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและช่วยปรับปรุงส่งเสริมในด้านจริยธรรม
  4. สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน คือ ทำตัวให้เข้ากับเขาได้ วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ให้ความเสมอภาค ปฏิบัติสม่ำเสมอกันต่อคนทั้งหลายไม่เอาเปรียบ และเสมอในสุขทุกข์ คือ ร่วมสุข ร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ ร่วมแก้ไข ปัญหา เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน
-คนผู้เป็นส่วนร่วมที่ดีของหมู่ชน ซึ่งจะช่วยให้หมู่ชนอยู่ร่วมกันด้วยดีมีธรรม คือ หลักความประพฤติ ดังนี้
ก.พึ่งตนเองได้ คือ ทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนได้ พร้อมที่จะรับผิดชอบตนเองไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาหรือเป็นภาระถ่วงหมู่คณะ หรือหมู่ญาติ ด้วยการประพฤติธรรมสำหรับสร้างตนเอง เรียกว่า นาถกรณธรรม 10 ประการ คือ
  1. ศิล ประพฤติดีมีวินัย คือ ดำเนินชีวิตโดยสุจริตทั้งทางกาย ทางวาจา มีวินัย และประกอบสัมมาชีพ
  2. พาหุสัจจะ ได้ศึกษาสดับมาก คือ ศึกษาเล่าเรียนสดับตรับรับฟังมากอันใดเป็นสายวิชาของตน หรือศึกษาศิลปวิทยาใด ก็ศึกษาให้ช่ำชอก มีความเข้าใจกว้างขวางลึกซึ้ง รู้ชัดเจนและใช้ได้จริง
  3. กัลยาณมิตตตา รุ้จักคบคนดี คือ มีกัลยาณมิตร รู้จักเลือกเสวนาเข้าหาที่ปรึกษาหรือผู้แนะนำสั่งสอนที่ดี ซึ่งจะทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม
  4. โสวจัสสตา เป็นคนที่พูดกันง่าย คือ ไม่ดื้อรั้นกระด้าง รู้จักรับฟังเหตุผลและข้อเท็จจริง พร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงตน
  5. กิงกรณีเยสุ ทักขตา ขวนขวายกิจของหมู่ คือเอาใจใส่ช่วยเหลือธุระและกิจการของชนร่วมหมู่คณะ ญาติ เพื่อนพ้อง และของชุมชน รู้จักใช้ปัญญาไตร่ตรองหาวิธีดำเนินการที่เหมาะ ทำได้ จัดได้ ให้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี
  6. ธรรมกามตา เป็นผู้ใคร่ธรรม คือ รักธรรม ชอบศึกษา ค้นคว้า สอบถามหาความรู้หาความจริง รู้จักพูด รู้จักฟัง สร้างความรู้สึกสนิทสนมสบายใจ ชวนให้ผู้อื่นอยากเข้ามาปรึกษาและร่วมสนทนา
  7. วิริยารัมภะ มีความเพียรขยัญ คือ ขยัญหมั่นเพียร พยายามหลีกละความชั่ว ประกอบความดี บากบั่น ก้าวหน้า ไม่ย่อท้อ ไม่ละเลยทอดทิ้ง ธุระหน้าที่
  8. สันตุฏฐี มีสันโดษรู้พอดี คือ ยินดี พึงพอใจแต่ในลาภผล ผลงานและผลสำเร็จต่างๆ ที่ตนสร้างหรือแสวงหามาได้ด้วยเรี่ยวแรงความเพียรพยายามของตนเองโดยชอบธรรม และไม่มัวเมาเห็นแก่ความสุขทางวัตถุ
  9. สติ มีสติคงมั่น คือ รู้จักกำหนดจดจำ ระลึกการที่ทำ คำที่พูดกิจที่ทำแล้ว และที่จะต้องทำต่อไปได้ จะทำอะไรก็รอบคอบ รู้จักยับยั้งชั่งใจไม่ผลีผลาม ไม่เลินเล่อ ไม่เลื่อนลอย ไม่ประมาท ไม่ยอมถลำลงในทางผิดพลาด ไม่ปล่อยปละละเลยทิ้งโอกาสสำหรับความดีงาม
  10. ปัญญา มีปัญญาเหนืออารมณ์ คือมีปัญญาหยั่งรู้เหตุผล รู้ดีรู้ชั่วคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ มองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงรู้จักพิจารณาวินิจฉัยด้วยใจเป็นอิสระ ทำการต่างๆด้วยความคิดและมีวิจารณญาณ

ข.อยู่ร่วมในหมู่ด้วยดี ในด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่เป็นเพื่อนร่วมงานร่วมกิจการ หรือร่วมชุมชน ตลอดจนพี่น้องร่วมครอบครัว พึงปฏิบัติตามหลักการอยู่ร่วมกัน ที่เรียกว่า สาราณียธรรม ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน 6 ประการ

  1. เมตตากายกรรม  ทำต่อกันด้วยเมตตา คือ แสดงไมตรีและความหวังดีต่อเพื่อนร่วมงาน ร่วมกิจการ ร้วมชุมชน ด้วยการช่วยเหลือกิจธุระต่างๆโดยเต็มใจ แสดงอาการกิริยาสุภาพ เคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
  2. เมตตาวจีกรรม พูดต่อกันด้วยเมตตา คือ ช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอนหรือแนะนำตักเตือนกันด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพแสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
  3. เมตตามโนธรรม คิดต่อกันด้วยเมตตา คือ ตั้งจิตปราถนาดี คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน
  4. สาธารณโภคี ได้มาแบ่งกันกินใช้ คือ แบ่งปันลาภผลที่ได้มาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อยก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน
  5. สีลสามัญญตา ประพฤติให้ดีเหมือนเขา คือ มีความประพฤติสุจริตดีงาม รักษาระเบียบวินัยของส่วนรวม ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจ หรือเสื่อมเสียแก่หมู่คณะ
  6. ทิฏฐิสามัญญตา ปรับความเห็นเข้ากันได้ คือ เคารพรับฟังความคิดเห็นกัน  มีความเห็นชอบร่วมกัน ตกลงกันได้ในหลักการสำคัญ ยึดถืออุดมคติ หลักแห่งความดีงาม หรือจุดหมายสูงสุดอันเดียวกัน

                                                                                                            คนงาน-นายงาน

-คนที่มาทำกิจการงานร่วมกัน ในฐานะลูกจ้างฝ่ายหนึ่ง และนายจ้างฝ่ายหนึ่ง ควรปฏิบัติต่อกันให้ถูกต้องตามหน้าที่ เพื่อความสัมพันธ์อันดีต่อกันและเพื่อให้งานได้ผลดี โดยทำตามหลักปฏิบัติในทิศ 6 ข้อที่ว่าด้วย ทิศเบื้องล่าง ดังนี้

ก.นายจ้าง พึงบำรุงคนรับใช้และคนงาน ดังนี้

  1. จัดงานให้ทำ ตามความเหมาะสมกับกำลัง เพศ วัย ความสามรถ
  2. ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเป็นอยู่
  3. จัดสวัสดิการ มีช่วยรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ เป็นต้น
  4. มีอะไรได้พิเศษ ก็แบ่งปันให้
  5. ให้มีวันหยุด และพักผ่อนหย่อนใจ ตามโอกาสอันควร

ข.คนรับใช้และคนงาน มีน้ำใจช่วยเหลือนายดังนี้

  1. เริ่มทำงานก่อน
  2. เลิกงานทีหลัง
  3. เอาแต่ของที่นายให้
  4. ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น
  5. นำความดีของนายจ้างและกิจการไปเผยแพร่



                                                                     
                                                                            

 สำนักงานกฎหมายภคพลทนายความ 49/322 หมู่ 2 ตำบลบึงสนั่น อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 12110 
โทรศัพท์,02-9089055,081-4953952,โทรสาร.02-9089055
e-mail.pm9law@hotmail.com