|
"หมั่นสร้างบารมีไว้.............แล้วฟ้าดินจะช่วยเจ้าเอง " |
|

|
|
ลูกเอ๋ย.........ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใดเจ้า จะต้องมีทุนของตัวเองคือบารมีของตนลงทุนไปก่อนเมื่อบารมี ของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วยมิฉะนั้น......เจ้า จะเอาตัวไม่รอดเพราะหนี้สินในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจน พ้นตัวเมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมาก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขา จนหมดไม่มีอะไรเหลือติดตัวแล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเองจงจำไว้นะ เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดิน...... ก็ต้านเจ้าไม่อยู่........จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย...............จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า....... |
|

|
|
นี่คือ.......คำเทศนาของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่ได้โปรดชี้ธรรมไว้...........................หลังจากที่ล่วงลับไปแล้ว เมื่อ 100 กว่าปีอันเป็นปฐมเหตุที่ต้องสร้างความดี อย่างไม่มีที่สิ้นสุด.......................................
|
|

|
|
บำเพ็ญธรรมขั้นพื้นฐานเสริมความบริสุทธิ์และสง่าราศีแก่ชีวิต |
| ผู้ที่ประพฤติปฎิบัติตามแนวทางนี้อย่างสม่ำเสมอ ย่อมจะมีสิริมงคลเป็นมงคลส่งเสริมแก่โชคชะตาสืบไป |
- หมั่นทำบุญทำกุศลและสวดมนต์ไหว้พระอย่างน้อยทุกวันพระในทุกเดือน
- เคารพรักพ่อ-แม่ ไม่ดุด่าหรือทำให้ท่านเสียใจ
- มีน้ำใจเมตตาต่อคนยากไร้อนาถา
- มีน้ำใจเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา
- หมั่นถือศิลหรือกินเจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- เคารพดิน น้ำ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ลบหลู่ดูแคลน
- คิดดี ปฎิบัติดี ไม่คิดมุ่งร้ายเบียดเบียนใคร
- ควรงดกินเนื้อ สัตว์ใหญ่
- ไม่คิดปฎิบัติผิดลูกผิดเมียเขา
- รู้จักเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับทุกปี
- ไม่ฝักใฝ่อบายมุข ไม่ติดสุราและการพนัน
- พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่คิดอยากได้ของใคร ไม่ลักทรัพย์
- พูดจาดี จิตใจใฝ่ดี ไม่ก้าวร้าวล่วงเกินใคร
- เคารพและให้เกียรติทุกชีวิตว่ามีค่าเหมือนเช่นตัวเราเอง

|
|
เสริมดวงชะตาด้วยการทำบุญให้ถูกทาง |
|
- ทำบุญซื้อโลงศพ/เสริมดวงชะตาการงานเจริญขึ้น
|
- ทำบุญถวายสังฆทาน/เสริมดวงให้กล้าแข็ง และสะเดาะเคราะห์ต่างๆ
|
- ทำบุญบริจากซื้อกระเบื้องหลังคาอุโบสถ/สริมดวงตำแหน่งหน้าที่การงานและการสร้างหลักปักฐาน
|
- ทำบุญจัดอาหารเลี้ยงเด็กกำพร้า/เสริมดวงการเงิน ค้าขายรุ่งเรือง ลูกหลานหมดปัญหา
|
- ทำบุญซื้อชีวิตวัวควาย/เสริมดวงชะตา ต่ออายุ สะเดาะเคราะห์ทั้งปวง
|
- ทำบุญทอดผ้าป่า-กฐิน/เสริมดวงชะตา ชีวิตมีความสุขความเจริญรุ่งเรือง
|
- ทำบุญตักบาตร/เสริมดวงโชคลาภ และความสมปรารถนา
|
- ทำบุญถวายดอกไม้ รูป เทียน/เสริมดวงชะตาให้มีความสุขความเจริญ
|
- ทำบุญสร้างพระพุทธรูป/เสริมอำนาจวาสนาในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
|
- ทำบุญสร้างสะพานและทางสัญจร/ชาติหน้าจะบริบูรณ์ด้วยรถ เรือ และยานพาหนะต่างๆ
|
- ทำบุญสร้างศาลาริมทาง บริจากข้างสาร/ชาติหน้าจะมีคฤหาสสน์ใหญ่โตเป็นที่อยู่อาศัย
|
- ทำบุญบริจาคทานเป็นข้าวปลาอาหาร/ชาติหน้าจะมีอาหารดีๆ กินอย่างสมบูรณ์ไม่เคยอดอยาก
|
- ทำบุญบริจาคเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม/ชาติหน้าจะมีเสื้อผ้าแพราพรรณสวยๆสวมใส่ตลอดเวลา
|
- ทำบุญปล่อยนก ปล่อยปลา /ชาติหน้าจะพ้นเคราะห์พ้นภัย มีลูกหลานมากมาย
|
- ทำบุญไหว้พระพร้อมถวายพวงมาลัยดอกไม้ธูปเทียนทอง/ชาติหน้าจะอุดมด้วยลาภยศ ชื่อเสียง
|
- ทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร/ชาติหน้าจะมีวาสนาบารมีสูงส่ง
|
- ทำบุญสวดมนต์ภาวนาระลึกถึงพระพุทธเจ้า/ชาติหน้าจะเป็นคนมีสติปัญญาหลักแหลม
|
- ทำบุญบริจาคช่วยเด็กกำพร้าหรือเด็กจรจัด/ชาติหน้าจะมีครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้า
|
|

|
|
|
คนสมบูรณ์แบบ |
|
คนสมบูรณ์แบบ หรือมนุษย์โดยสมบูรณ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมาชิกที่ดีมีคุณค่าอย่างแท้จริงของมนุษยชาติ ซึ่งเรียกได้ว่าคนเต็มคน ผู้สามารถนำหมู่ชนและสังคมไปสู่สันติสุขและความสวัสดี มีธรรมหรือคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ |
|
1.ธัมมัญญุตา รู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งหลายที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิตในการปฏิบัติกิจหน้าที่และดำเนินกิจการต่างๆรู้เข้าใจสิ่งที่ตนจะต้องประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล เช่น รู้ว่า ตำแหน่ง ฐานะ อาชีพ การงานของตน มีหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างไร มีอะไรเป็นหลักการ จะต้องทำอะไรอย่างไร จึงจะเป็นเหตุให้บรรลุถึงผลสำเร็จที่เป็นไปตามหน้าที่และความรับผิดชอบนั้นๆดังนี้เป็นต้น ตลอดจนชั้นสูงสุดคือรู้เท่าทันกฎธรรมดาหรือหลักความจริงของธรรมชาติเพื่อปฏิบัติต่อโลกและชีวิตอย่างถูกต้อง มีจิตใจเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิตนั้น |
|
2.อัตถัญญุตา รู้ความมุ่งหมายและรู้จักเหตุผล คือรู้ความหมาย และความมุ่งหมายของหลักการที่ตนปฏิบัติ เข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่ตนกระทำรู้ว่าที่ตนทำอยู่อย่างนั้นๆดำเนินชีวิตอย่างนั้น เพื่อประสงค์ประโยชน์อะไรหรือควรจะได้บรรลุผลอะไร ที่ให้มีหน้าที่ ตำแหน่ง ฐานะ การงานอย่างนั้นๆเขากำหนดวางกันไว้เพื่อมุ่งหมายอะไร กิจการที่ตนทำอยู่ขณะนี้เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้าง เป็นผลดีหรือผลเสียอย่างไร ดังนี้เป็นต้น ตลอดจนถึงขั้นสูงสุด คือ รู้ความหมายของคติธรรมดา และประโยชน์ที่เป็นจุดมุ่งหมายแท้จริงของชีวิต |
|
3.อัตตัญญุตา คือ รู้ตามเป็นจริงว่า ตัวเรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความถนัด ความสามารถ และคุณธรรม เป็นตน บัดนี้เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติปฎิบัติให้เหมาะสม และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสม และทำการต่างๆให้สอดคล้องถูกจุด ที่จะสัมฤทธิ์ผล ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงตนให้เจริญงอกงามถึงความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป |
|
4.มัตตัญญุตา รู้ประมาณ คือ รู้จักพอดี เช่น รู้จักประมาณในการบริโภคในการใช้จ่ายทรัพย์ รู้จักความพอเหมาะพอดี ในการพูด การปฏิบัติ กิจและทำการต่างๆ ตลอดจนการพักผ่อนนอนหลับและการสนุกสนานรื่นเริงทั้งหลาย ทำการทุกอย่างด้วยความเข้าใจวัตถุประสงค์เพื่อผลดีแท้จริงที่พึงต้องการ โดยมิใช่เพียงเพื่อเห็นแก่ความพอใจ ชอบใจ หรือเอาแต่ใจของตนแต่ทำตามความพอดีแห่งเหตุปัจจัยหรือองค์ประกอบทั้งหลาย ที่จะลงตัวให้เกิดผลดีงามตามที่มองเห็นด้วยปัญญา |
|
5.กาลลัญญุตา รู้กาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสมและระยะเวลาที่พึงใช้ในการประกอบกิจ ทำหน้าที่การงานปฏิบัติการต่างๆและเกี่ยวข้องกับผู้อื่น เช่น รู้ว่า เวลาไหน ควรทำอะไร อย่างไร และทำให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลาให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะสม ให้ถูกเวลา ตลอดจนรู้จักกะเวลาและวางแผนการใช้เวลาอย่างได้ผล |
|
6.ปริสัญญุตา รู้ชุมชน คือ รู้จักถิ่น รู้จักชุมนุม และชุมชน รู้การอันควรประพฤติปฏิบัติในถิ่นที่ชุมนุม และต่อชุมชนนั้นว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหาควรต้องทำกิริยาอย่างนี้ ควรต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้มีระเบียบวินัยอย่างนี้มีวัฒรธรรมประเพณีอย่างนี้ มีความต้องการอย่างนี้ ควรเกี่ยวข้อง ควรต้องสงเคาระห์ ควรรับใช้ ควรบำเพ็ญประโยชน์ให้อย่างนี้ๆเป็นต้น |
|
7.ปุคคลัญญุตา รู้บุคคล คือ รู้จักและเข้าใจความแตกต่างแห่งบุคคลว่าโดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้นใครๆยิ่งหรือหย่อนอย่างไรและรู้จักที่จะปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆด้วยดีว่า ควรจะคบหรือไม่ ได้คติอะไรจะสัมพันธ์เกี่ยวข้อง จะใช้ จะยกย่อง จะตำหนิ หรือจะแนะนำสั่งสอนอย่างไร จึงจะได้ผลดี ดังนี้ เป็นต้น |
|
ธรรม 7 ข้อนี้ เรียกว่า สัปปุริสธรรม แปลว่า ธรรมของสัปปุริสชน คือ คนดี หรือคนที่แท้ ซึ่งมีคุณสมบัติของความเป็นคนที่สมบูรณ์ |
|
|
|
หลักความสำเร็จ ปฏิบัติธรรม ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จแห่งกิจการนั้นๆที่เรียกว่า อิทธบาท 4 ดังนี้ |
|
1.ฉันทะ มีใจรัก คือ พอใจจะทำสิ่งนั้น และทำด้วยใจรัก ต้องการทำให้เป็นผลสำเร็จอย่างดีแห่งกิจหรืองานที่ทำ มิใช่สักว่าทำพอใจให้เสร็จๆหรือเพียงเพราะอยากได้รางวัลหรือผลกำไร |
|
2.วิริยะ พากเพียรทำ คือ ขยัญหมั่นประกอบ หมั่นกระทำสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข็มแข็ง อดทน เอาธุระ ไม่ทอดทิ้ง ไม่ท้อถอย ก้าวไปข้างหน้าจนกว่าจะสำเร็จ |
|
3.จิตตะ เอาจิตฝักใฝ่ คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด ไม่ปล่อยจิตใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ใช้ความคิดในเรื่องนั้นบ่อยๆเสมอๆทำกิจการหรืองานนั้นอย่างอุทิศตัวอุทิศใจ |
|
4.วิมังสา ใช้ปัญญาสอบสวน คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนเกินเลยบกพร่องขัดข้องเป็นต้นในสิ่งที่ทำนั้น โดยรู้จักทดลอง วางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุงเป็นต้น เพื่อจัดการและดำเนินงานนั้นให้ได้ผลดียิ่งขึ้นไป |
| บุญที่ทำกรรมที่สร้างไม่ห่างหาย |
| ติดใจกายเป็นสุขทุกสถาน |
| ถึงตัวตายบุญไม่หายไปตามกาล |
| คอยบันดาลความสุขทุกเวลา |
| วันนี่รุ่ง พรุ่งนี่ร่วง ดวงไม่แน่ |
| วันนี่แย่ พรุ่งนี่ยัง กลับดังได้ |
| วันนี่ดัง พรุ่งนี่ดับ กลับเปลี่ยนไป |
| โปรดจำไว้ ทุกชีวิต อนิจจัง |