ความไม่รู้กฎหมาย  จะอ้างเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้    Ignorantia  juris  non  excusat    ปรึกษากฎหมายสายด่วน  สำนักงานกฎหมายภคพลทนายความ โทร.081-4953952  
   คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไปถึงท้องกาง ควรช่วยเหลือคนอื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ ควรรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤกธิ์

WEB STAT

 สถิติวันนี้ 14 คน
 สถิติเมื่อวาน 69 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
2157 คน
26075 คน
28966 คน
เริ่มเมื่อ 2007-11-02

LINK

   

    

CLOCK

NEWS

 
                       
                     


ออกกฎหมายเกินแม่บท
หมายความว่าอย่างไรClick เลยครับ

พระบิดาแห่งกฎหมายไทย
Clickเลยครับ

บริจาคโลหิตช่วยชีวิต
Clickเลยครับ

เมาสุรา-ตรวจเลือด
Clickเลยครับ

รวมแบบฟอร์มสัญญา
Clickเลยครับ

รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม
Clickเลยครับ

 
                  
 

                                                                        หย่า

      การ หย่า คำว่า หย่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง ร้าง เลิกเป็นผัวเมียกัน เลิกจาก  ซึ่งความหมายที่ว่า เลิกเป็นผัวเมียกัน ดูจะตรงกับความหมายตามกฎหมายที่สุด คือ เมื่อสามีภรรยาที่สมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย จะมีการจดทะเบียนสมรสไว้ที่อำเภอหรือเขต เวลาเลิกร้างห่างเหินสิเน่หา หมดความเป็นสามีภรรยากันต่อไป ต้องการตัดขาดจากกันอย่างแน่นอน ก็ต้องทำพิธีกรรมที่เรียกว่า หย่า เสียให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นคำว่า หย่า ตามกฎหมายจึงหมายถึงการขาดจากการเป็นสามีภรรยา ตามวิธีการที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แต่ถ้าเป็นสามีภรรยาชนิดที่ไม่ได้ตีทะเบียน คือ จูงมือร่วมหอลงโรงกันเองโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ถึงจะจัดพิธีแต่งงานใหญ่โตหรูหราสักเพียงใด กฎหมายก็หายอมรับว่าเป็นสามีภรรยากันไม่ แม้ว่าฝ่ายหญิงจะสูญเสียความเป็นสาวแก่ฝ่ายชายไปแล้ว เธอก็ยังคงมีคำว่า นางสาว นำหน้าชื่ออยู่นั้นเอง และก็ไม่อาจที่จะยื้อแย่งนามสกุลของฝ่ายชายมาใช้ได้ แม้ว่าฝ่ายชายจะยินยอมและยัดเยียดให้ก็ตามเมื่อสิ้นรสสวาทต้องการจะขาดกัน สามีประเภทนี้หาจำเป็นที่จะต้องทำพิธีกรรมการหย่าอะไรให้มันเอิกเกริกไม่ เพียงแต่เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าลากันไปเท่านั้นก็เพียงพอแล้วยังมีสามีภริยาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นจำนวนมากที่เข้าใจผิด คิดว่าเลิกกันจะต้องไปสถานีตำรวจให้ตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้ว่าทั้งสองไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินกันต่อไปจึงจะถือว่าถูกต้อง ความจริงแล้วไม่จำเป็นเลย อย่างไรก็ตาม การที่ให้ตำรวจได้รับรู้ไว้ถึงจะไม่มีผลทางกฎหมาย ก็มีผลใหนทางปฏิบัติกล่าวคือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะหึง พยาบาท ตอแยกันอีกไม่ได้ ถ้ามตอแยอีกก็บอกให้ตำรวจเล่นงานได้เลยทั้งนี้ การหย่ากันตามกฎหมายได้กำหนดไว้สองอย่าง คือ หย่าโดยความยินยอมและหย่าโดยความดื้อรั้นดันทุรังของทั้งสองฝ่าย ซึ่งต้องพึ่งอำนาจศาลให้ช่วยจัดการให้หย่าโดยความยินยอม กฎหมายให้ทำเป็นหนังสือและมีพยานลงชื่ออย่างน้อยสองคน และต้องไปทำการจดทะเบียนหย่าที่เขตหรืออำเภอ ซึ่งการหย่าจะมีผลนับแต่ได้มีการจดทะเบียนหย่าเป็นต้นไป แต่ถ้าไม่มีการจดทะเบียนหย่า การหย่านั้นก็ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายนั่นเป็นกรณีที่สามี ภริยาตกลงกันได้ เรื่องก็ยุติลงอย่างง่าย ๆ ไม่มีข้อยุ่งยาก แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ซึ่งก็เนื่องมาจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายถือทิฐิดันทุรัง ก็ต้อง ฟ้องหย่า คือต้องหาเหตุหาเรื่องฟ้องหย่า ยกเว้น ข้อ 6  เพียงข้อเดียวที่ฟ้องหย่าได้ โดยไม่ต้องหาเรื่อง เพราะเป็นการหย่าโดยทั้งสองฝ่ายไม่มีความผิด เรียกว่าเป็นการหย่าเพราะสมัครใจแยกกันอยู่

 

 

                         เหตุแห่งการหย่ามี 12 ข้อดังนี้
1.สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือภริยามีชู้อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
2.สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
( ก )ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
( ข )ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาหรือฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป

 ( ค )ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามี ภริยา มาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ 

 

 

3.สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมาณร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรงอีกฝ่ายหนึ่งก็ฟ้องหย่าได้

 

 

4.สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินกว่าหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

 

 

5.สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

 

 

6.สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

 

 

7.สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

 

 

8.สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่สามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาไม่คำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

 

 

9.สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

 

 

10.สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

 

 

11.อีกฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง อันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มี ทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

 

 

12.สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่ง ฟ้องหย่าได้

 

 

 

 

 

                                       ค่าเลี้ยงชีพ

 

 

      ในกรณีหย่าที่เกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากงานที่ทำอยู่ระหว่างสมรสอีกฝ่ายหนึ่งนั้นก็ขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ เช่น สามีทุบตีภริยาทุกวัน ก็เรียกได้ว่าสามีเป็นผู้ผิดแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งภริยาฟ้องหย่าได้และปรากฎว่าหย่าทำให้ภริยาเลี้ยงตัวเองไม่รอด เพราะภริยาไม่ได้ทำงาน หรือทำงานได้เงินเดือนน้อย ต้องพึ่งสามีมาตลอด ทางศาลจะกำหนดต่าเลี้ยงชีพให้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ และฐานะของผู้รับ ถ้าปรากฎว่าหย่ากันแล้วสามีเป็นฝ่ายจนลง เพราะต้องพึ่งเงินทองของภริยาซึ่งมีฐานะดีกว่ามาตลอด อย่างนี้ศาลไม่กำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ อันว่าสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพนั้นเป็นอันหมดสิ้น ถ้าไม่ได้ฟ้องขอไว้ในคดีหย่า เพราะฉะนั้นถ้ามีสิทธิ เรียกร้อง เรียกร้องสิทธิด้วยมิแน้นจะหมดสิทธิ สมมุติว่าศาลกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้แล้ว ต่อมาปรากฎว่าฝ่ายที่ได้รับค่าเลี้ยงชีพแต่งงานใหม่ สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพหมดไปทันที

 

 

        ส่วนเรื่องอายุความสิทธิฟ้องร้องในเหตุหย่าตาม (1)(2)(3) หรือ(6)ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่ผู้กล่าวอ้างรู้หรือรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง เช่น สามีรู้ว่าภริยามีชู้แล้วไม่ฟ้องหย่าจนพ้นกำหนด 1 ปีนับตั้งแต่วันที่รู้ความจริงสิทธิฟ้องด้วยเหตุนี้ย่อมหมดสิ้นไปทันที แต่อาจนำมาเป็นข้อสบับสนุนคดีฟ้องหย่าซึ่งอาศัยเหตุอื่น เช่น อ้างว่าภริยาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (ถ้าเหตุหย่าข้อนี้ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี )   สุดท้ายก็คือ การแบ่งสินสมรส กฎหมายบอกว่าให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่าๆกันถ้าฝ่ายหนึ่งเอาสินสมรสของอีกฝ่ายไปจำหน่ายเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว หรือทไห้อีกฝ่ายเสียหาย หรือไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง จงใจทำลายให้สูญไป ฝ่ายที่ได้จำหน่ายของเขาไป ต้องเอาส่วนของตนชดเชยใช้จนครบ

 

 




                                                                     
                                                                            

 สำนักงานกฎหมายภคพลทนายความ 49/322 หมู่ 2 ตำบลบึงสนั่น อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 12110 
โทรศัพท์,02-9089055,081-4953952,โทรสาร.02-9089055
e-mail.pm9law@hotmail.com