|
การครอบครองปรปักษ์ คือ |
|
การที่บุคคลหนึ่งครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเมื่อครอบครองติดต่อกันเป็นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ บุคคลที่ครอบครองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นๆ |
- อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินมีโฉนด ต้องครอบครองติดต่อกันเป็นระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป
- สังหาริมทรัพย์ เช่น รถยนต์ โทรทัศน์ ตู้เย็น ต้องครอบครองติดต่อกันเป็นระยะเวลา 5 ปีขึ้นไป
|
|
ผู้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้วนั้นจะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้เป็นชื่อของตนยังไม่ได้ ต้องไปร้องขอต่อศาลเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์ว่าเป็นของตนเสียก่อนจึงจะไปดำเนินการขอเปลี่ยนชื่อในทางทะเบียนที่สำนักงานที่ดินต่อไป |
|
**ครอบครองปรปักษ์,อำนาจฟ้อง ฎีกาแลขที่4843/2545 การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ อันจะทำให้ผู้คอบครองได้กรรมสิทธิ์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1382 นั้น นอกจากจะต้องเป็นการครอบครองโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ยังจะต้อง เป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของบุคคลอื่นด้วย หากเป็นการครอบครอง ทรัพย์สินของตนเองแล้ว ก็หามีผลที่จะทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ การที่โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งรับมรดกมาจาก บิดาเช่นนี้ ศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของโจทก์เองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง |
|
**ข้อสันนิษฐานว่าทุกคนกระทำการโดยสุจริต,จดทะเบียนทรัพยสิทธิ,ครอบครอง ปรปักษ์ ฎีกาแลขที่3031 ปี2545 คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาท จนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ หากจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทจนได้ กรรมสิทธิ์แล้ว ย่อมมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ส. และโจทก์ได้ที่ดินแปลง พิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ และ จำเลยจะยกการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินส่วนพิพาทขึ้นต่อสู้ ส. และโจทก์ได้หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ส. ได้ที่ดินแปลง พิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นจำเลยให้การเพียงว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทมาเป็นเวลา ประมาณ 25 ปี มิได้ให้การต่อสู้ว่า ส.มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินแปลง พิพาทโดยไม่สุจริต ส. ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา6 ว่ากระทำการโดยสุจริต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังว่า ส. ซื้อที่ดินแปลง พิพาทโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานดังกล่าว จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ชอบ ด้วยกฎหมาย |
|
**ครอบครองปรปักษ์,อำนาจฟ้อง ฎีกาแลขที่4843/2545 การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ อันจะทำให้ผู้คอบครองได้กรรมสิทธิ์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1382 นั้น นอกจากจะต้องเป็นการครอบครองโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ยังจะต้อง เป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของบุคคลอื่นด้วย หากเป็นการครอบครอง ทรัพย์สินของตนเองแล้ว ก็หามีผลที่จะทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่การที่โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งรับมรดกมาจาก บิดาเช่นนี้ ศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของโจทก์เองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง |
|
**ครอบครองปรปักษ์,ภาระจำยอม ฎีกาแลขที่3493/2545 โจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นญาติพี่น้องกัน โจทก์ใช้ทางพิพาทตั้งแต่มีสภาพ เป็นคันนา ต่อมาเมื่อมีการขุดบ่อเลี้ยงกุ้ง ทางพิพาทก็เปลี่ยนสภาพมาใช้เป็นคันบ่อ เมื่อถึงฤดูทำนาก็จะเดินบนคันนา แต่ถ้านอกฤดูทำนาก็อาจเดินลัดที่นาได้ จึง เป็นการไม่แน่นอนว่าจะเดินทางใดสุดแล้วแต่จะสะดวก โดยเฉพาะแต่ละคน สามารถเดินผ่านที่นาซึ่งกันและกันในลักษณะพึ่งพาอาศัยและถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อันเป็นการสะท้อนถึงสภาพวิถีชีวิตที่แท้จริงของการอยู่ร่วมกันของคนชนบทว่าตาม ปกติแล้วจะใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านได้ โดยการถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพัน ในทางเครือญาติหรือความคุ้นเคยเป็นประการสำคัญซึ่งเป็นการเอื้อเฟื้อเอื้ออาทรต่อกัน ถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1382 แม้ โจทก์จะใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสี่มากว่า 10 ปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็น ภาระจำยอมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1401
|
|
ทายาทโดยธรรมมี 6 อันดับดังนี้ |
-
-
-
พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
-
พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
-
-
|
-
คู่สมรสที่มีชีวิตอยู่เป็นทายาทโดยธรรม
-
ทายาทอันดับต้นเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดก
-
บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเหมือนทายาทชั้นบุตร |
|
ผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกได้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ |
-
ต้องบรรลุนิติภาวะ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีปริบูรณ์ขึ้นไป
-
ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
-
ไม่เป็นบุคคลล้มละลายตามคำสั่งศาล |
|
มรดกของผู้ตายไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อน |
|
**ทายาทโดยธรรม,ทายาทลำดับถัดไปไม่มีสิทธิรับมรดก,รับมรดกแทนที่ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ฏีกาเลขที่2742/2545 การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1629(4) นั้น นอกจากกฎหมายมิได้กำหนดว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน จะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันแล้ว การที่จะตีความ บทกฎหมายดังกล่าวว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ของบิดาเดียวกันผลก็จะกลายเป็นว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะมีได้แต่เฉพาะเมื่อ การสมรสระหว่างบิดากับมารดาคนก่อนสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการตีความที่ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวแคบเกินกว่าบทบัญญัติตามตัวอักษรของกฎหมาย และมิใช่ความมุ่งหมายของบทบัญญัติที่ให้ทายาทโดยธรรมซึ่งอยู่ในฐานะเป็นญาติ สนิทที่ใกล้ชิดที่สุดอยู่ในลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังและตัดญาติห่างซึ่งอยู่ใน ลำดับถัดลงไปไม่ให้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1630 ทั้งการเป็นพี่น้องด้วยกันนี้ก็หามีบทบัญญัติให้เกิดสิทธิหน้าที่ต่อกันเหมือนเช่นการ เกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฉะนั้น การเป็นทายาท โดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจึงถือตามความเป็นจริง เมื่อผู้ร้อง และผู้ตายต่างมีบิดาคนเดียวกัน แม้จะเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา ก็ถือว่าผู้ร้องกับผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะทายาทโดย ธรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1629(4) เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับ อื่นที่สูงกว่าผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านที่เข้ารับ มรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นลุงของผู้ตายถือเป็นทายาทในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิ ในทรัพย์มรดกของผู้ตายตามมาตรา1630 จึงไม่มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้อง คัดค้านการที่ผู้ร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย | |